เรื่อง..ศีลของพระ

 พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสอนไว้ว่า......1
" ขอเตือนว่า ที่ท่านทั้งหลายบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา มีพระบาลีบทหนึ่งว่า "นิพพานัสสะ สัจฉิกริยายะ เอตัง กาสาวัง คเหตวา" ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าขอรับผ้ากาสาวพัสตร์เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานและการบวชเข้ามาในพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ อย่าถือเอาผ้าเหลืองเป็นเครื่องกันตัว มันจะมีโทษหนัก ขอท่านทั้งหลายที่อุปสมบทบรรพชาเข้ามา เห็นท่าว่าจะทนไม่ไหว รีบสึกไปเสียก่อน เรื่องระเบียบ เรื่องวินัย เป็นของมีความสำคัญ แม้การทะนงตัว จงอย่ามีแก่ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้มีสติใช้ปัญญาพิจารณาเสมอ จงอย่าทำอะไรตามอารมณ์ที่เราคิดว่ามันดี ก่อนที่จะคิดประเภทนี้ ก็ต้องดูเสียก่อนตามระเบียบ สิ่งที่สำคัญก็คือ

๑. จรณะ ๑๕ ต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน
๒. บารมี ๑๐ ต้องมีอารมณ์ให้ครบถ้วน
๓. อิทธิบาท ๔ ต้องมีครบถ้วน
๔. พรหมวิหาร ๔ ต้องครบถ้วน
๕. กำจัดนิวรณ์ให้ได้
๖. ทรงฌานให้เป็นปกติ
๗. เห็นธรรมดาของขันธ์ ๕

สำหรับโทษการละเมิดพระวินัยนี่ ความจริงมีโทษหนักแต่ทว่าครูบาอาจารย์ท่านไม่สอน ผมก็ไม่โทษครูบาอาจารย์ เพราะว่าครูบาอาจารย์ท่านอาจจะบอกว่า ท่านไม่รู้ เมื่อครูท่านไม่สอนมา การที่มีโทษทางพระวินัยก็หมายถึงว่า ตกนรกบ้าง เกิดเป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง ความจริงเรื่องนี้มีมาในพระไตรปิฎก คือในพระวินัยปิฎกนั่นเอง เป็นของไม่ยาก ทำไมถึงไม่มีใครค้นคว้ามาสอนกัน แล้วมักจะสอนกันว่า อาบัติเล็กน้อย ... ปลงตก "

ในพระไตรปิฎกฉบับเยาวชน กล่าวถึงอาบัติและการต้องอาบัติไว้ว่า 2

๑. อาบัติปาราชิก คำว่า ปาราชิก แปลว่า ผู้พ่ายแพ้ คือ พ่ายแพ้ต่ออุดมการณ์ทางศาสนา เป็นอาบัติที่หนักที่สุด ผู้ต้องอาบัติปาราชิกมีโทษสถานเดียว คือขาดจากความเป็นภิกษุ

๒. อาบัติสังฆาทิเสส คือว่า สังฆาทิเสส แปลว่า ความละเมิดที่จะต้องมีสงฆ์เป็นเจ้ากี้เจ้าการเบื้องต้น คือสงฆ์เป็นผู้ปรับโทษให้อยู่กรรม และสงฆ์เป็นผู้ระงับอาบัติ ภิกษุ หรือภิกษุณีที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว ต้องแจ้งแก่สงฆ์ (ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป) ทันที ห้ามปกปิดไว้ แจ้งแล้วต้องขอประพฤติวัตรที่เรียกว่า มานัติ เมื่อสงฆ์อนุญาตแล้ว ให้ประพฤติวัตร ๖ ราตรี เสร็จแล้วจึงขอ อัพภาน ต่อสงฆ์ ๒๐ รูป สงฆ์จะสวดอัพภานระงับอาบัติให้ แล้วจึงจะกลับเป็นผู้บริสุทธิ์ตามเดิม

แต่ถ้าต้องอาบัติแล้วปกปิดเป็นเวลากี่วัน ต้องอยู่ปริวาส (ทรมานตนตามระเบียบ) อยู่เป็นเวลาเท่านั้นก่อนจึงขอ มานัติ และ อัพภาน ต่อไป

๓. อาบัติถุลลัจจัย ถุลลัจจัย เป็นอาบัติที่หนักรองลงมาจากปาราชิกและสังฆาทิเสส เกิดขึ้นเมื่อมีการละเมิดอาบัติทั้งสองนั้น แต่ว่าไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น ตั้งใจจะฆ่าให้ตาย แต่ฆ่าแล้วเขาไม่ตาย ก็ต้องถุลลัจจัย เพราะแอบแฝงอยู่กับปาราชิกและสังฆาทิเสส ขึงไม่มีพระวินัยหมวดถุลลัจจัยต่างหาก ภิกษุที่เป็นถุลลัจจัยแล้ว จะพ้นได้ด้วยการประกาศยอมรับผิดต่อหน้าภิกษุอื่น และตั้งใจจะสำรวมระวังต่อไป ที่เรียกว่าแสดงอาบัติ หรือปลงอาบัติ
อนิยต ไม่ใช่ชื่ออาบัติ แต่เป็นชื่อของการละเมิดที่มีโทษยังไม่แน่นอน ต้องมีการสอบสวนแล้วปรับอาบัติ ตามความผิดที่กระทำ (อนิยต แปลว่า ไม่แน่)

นิสสัคคีย์ แปลว่า เป็นของที่ควรเสียสละ ได้แก่ วัตถุสิ่งของที่ได้มาโดยทางที่ไม่เหมาะสม ควรทำการเสียสละเสีย ต่อสงฆ์ก็ได้ คณะสงฆ์ก็ได้ บุคคลก็ได้ อาบัติที่ต้องเพราะนิสสัคคีย์ ก็คือ อาบัติปาจิตตีย์

๔. อาบัติปาจิตตีย์ ปาจิตตีย์ แปลว่า การล่วงละเมิดอันยังกุศล ( คือความดี) ให้ตกไป เป็นอาบัติเบา อาบัตินี้เกิดจากการล่วงละเมิดหมวดนิสสัคคีย์ ๓๐ สิกขาบท และหมวดปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท ในกรณีของนิสสัคคีย์ ท่านให้เสียสละผ้า หรือของอื่นที่เป็นนิสสัคคีย์เสียก่อน แล้วจึงแสดงอาบัติ ส่วนอาบัติปาจิตตีย์ให้แสดงอาบัติได้ต่อหน้าเพื่อนภิกษุตามแบบอย่างที่กำหนดไว้

๕. อาบัติปาฏิเทสนียะ คำว่า ปาฏิเทศนียะ แปลว่า พึงแสดงคืน หมายความว่า ต้องอาบัติเกี่ยวข้องกับบุคคลใด ให้แสดงคืนกับบุคคลนั้น ตามแบบที่ท่านกำหนดไว้

๖. อาบัติทุกกฏ แปลว่า กระทำไม่ดี กระทำชั่ว เป็นขื่ออาบัติเบา เป็นบริวารของอาบัติปาจิตตีย์เป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีสิกขาบทของตัวเอง เป็นอาบัติที่ต้องได้ง่าย เพราะฉะนั้น เวลาจะแสดงอาบัติจึงแสดงรวม ๆ ไปว่า สัมพหุลา นานาวัตถุกาโย แปลว่า อาบัติต่าง ๆ นานามากมายหลายประการ

๗. อาบัติทุพภาษิต แปลว่า พูดไม่ดี เกิดจากความผิดพลาดในการพูดไม่เหมาะสมเล็กน้อย อาจจะพ้นได้ด้วยการแสดงอาบัติเช่นเดียวกัน


หน้าก่อนนี้ หน้าถัดไป