พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ได้แนะนำเรื่องการปลงอาบัติไว้ดังนี้
|
" คำว่า ปลงอาบัติ นั้นมันเป็นการยับยั้งการกระทำความชั่วต่อไปเท่านั้น ส่วนที่ชั่วไปแล้วมันก็ชั่วแล้ว มันจะกลับคืนดีมาอีกไม่ได้ สมมติว่า ถ้าเราไปลักไปขโมยของของบุคคลอื่นเขา ในวันต่อมาเราก็เลิกลักเลิกขโมย ไอ้โทษที่ลักขโมยของของเขาน่ะ มันหมดโทษแล้วหรือยัง ทางกฏหมายเขาให้ไหม เขายกโทษให้หรือเปล่า ความจริงมันก็เปล่า ข้อนี้มีอุปมาฉันใด การละเมิดโทษในทางพระวินัยก็เหมือนกัน ละเมิดแล้วถึงจะแสดงอาบัติ (แสดงอาบัติก็ไม่ได้รู้ภาษาอะไรเลย ว่ากันส่งเดชไป) อย่าลืมว่าแสดงแล้ว ถึงแม้ว่าจะแสดงแล้วทำถูก ส่วนที่เสียมันก็เสียไป ดูตัวอย่างท่านพระกบิลเป็นต้น เมาในความดี เห็นองค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงแสดงพระธรรมเทสนาเป็นที่จับใจ พอใจในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวร ก็อยากจะบวชเข้ามาสร้างความดี จึงขอบวชในพระศาสนาขององค์สมเด็จพระชินสีห์มีพระนามว่า พระพุทธกัสสป เมื่อระยะต้นประพฤติพระธรรมวินัยดีมาก เคร่งครัด มัธยัสถ์ มีระเบียบเป็นอันดี แต่พอเนิ่นนานเข้า ความชั่วมันเกิดขึ้น ก็มีความรู้สึกว่า การเป็นพระนี่มันก็ไม่ต่างจากคน มีความรู้สึกเท่ากัน นี่เป็นมิจฉาทิฏฐิเสียแล้ว สร้างความทะนงด้วยประการต่าง ๆ เห็นว่าอาบัติเล็กน้อย แสดงได้ ก็เลยละเมิดมันดะ ตั้งแต่สังฆาทิเสส สังฆาทิเสสนี่เขาเรียกว่า อยู่กรรมได้ เมื่อสังฆาทิเสสแล้ว ถึงปีก็ไปอยู่กรรม ที่เขาเรียกกันว่า อยู่ปริวาสกรรม ละเมิออาบัติ นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ ปาจิตตีย์ ทุกกฏ ทุพภาษิต และนอกจากสังฆาทิเสสแล้ว ถือว่าแสดงอาบัติตก อย่างที่พระถือกันเวลานี้ มีละเมิดแบบนี้เป็นปกติ เป็นการเห็นผิด ประพฤติผิด เมื่อประพฤติผิดธรรม ผิดวินัย มีความประพฤติที่ชั่วช้ามาก ไม่นำพาที่จะประพฤติปฏิบัติตามกระแสพระพุทธฎีกา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน การประพฤติตามพระธรรมวินัย พระธรรมนี่เรามีสอนกันอยู่แล้ว วินัยนี่ความจริงต้องว่ากันทุกสิกขาบท จะไปลดสิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่งไม่ได้ เวลานี้ ผมอภัยอยู่หนึ่งสิกขาบทคือข้อที่เรียกว่า จับรูปิยะ นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ การรับเงินและทอง ถือว่ามีความจำเป็น ไม่มีใครเขาให้อภัยกับพระ เราก็จำเป็นจะต้องรับ รับไปเถอะ แต่ว่าใจจงอย่าติด จงอย่าคิดว่าเราเป็นมหาเศรษฐี เราจะมีศักดิ์ศรีเพราะเป็นคนมีเงินมีทองมาก เมื่อได้เงินได้ทองมาแล้ว ก็ใช้จ่ายตามกิจอันควรแก่สมณวิสัย และเหลือจากนั้นเอาไปสร้างสาธารณประโยชน์ ไปเลี้ยงเพื่อนพระด้วยกัน ซ่อมแซมกุฏิวิหาร สงเคราะห์คนป่วยไข้ไม่สบาย สงเคราะห์บุคคลที่เกิดทุพภิกขภัย มีน้ำท่วม ไฟไหม้ ฤดูฝนแล้ง เป็นต้น เมื่อเขามีอันตรายเกิดขึ้น เราไปสงเคราะห์ได้ อย่างนี้เป็นความดีและก็ควรจะทำอย่างนั้น ทีนี้มาว่าถึงพระวินัย3 พระวินัยนี้ ท่านผู้ใดจะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้ สำหรับภิกษุสามเณร ก่อนบวชต้องศึกษาพระวินัยก่อน ฉะนั้นการฟังนี้ก็เป็นการเตือน ทุกคนจะต้องอ่านวินัยให้ครบถ้วนและปฏิบัติได้ทุกสิกขาบท ถ้าบกพร่องข้อหนึ่งข้อใด นั่นก็หมายถึงว่าเราอยู่ร่วมกันไม่ได้ ตอนนี้ก็จะอ่านตั้งแต่ต้น ที่ท่านมีไว้ในนักธรรมตรี ส่วนที่มีในนักธรรมตรีที่อ่านนี้เป็นวินัย และต่อไปก็จะอ่านอภิสมาจารให้ฟัง สำหรับอภิสมาจารก็จะนำมาเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ส่วนที่เหลือจากนั้นก็จะงดเว้นเพราะว่าจะฟังมากเกินไปเอาแต่จำเป็นก็พอ ถ้าปฏิบัติตามหลักความจำเป็นได้ ก็รู้สึกว่าดีเยอะ และเรื่องปาฏิโมกข์ก็เหมือนกัน รู้สึกว่าจะบกพร่องกันมาก บางสำนัก บางวัด รู้สึกว่า บางท่านที่มาปฏิบัติพระกรรมฐานนี้ไม่ได้รู้พระวินัยเสียเลย และระเบียบปฏิบัติก็ไม่ยอมปฏิบัติ ( การไปอยู่ที่ไหนต้องปฏิบัติตามเจ้าถิ่นเขา ) เป็นอันว่าท่านผู้นั้นสักแต่ว่าบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา รวมความว่า อาศัยพระศาสนามาหากิน เลวมาก สำหรับวินัยมีดังนี้คือ อนุศาสน์ ๘ อย่าง ( นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ ) ท่านบอกว่า ปัจจัยเป็นเครื่องอาศัยของบรรพชิต เรียกว่า นิสสัย มี ๔ อย่างคือ เที่ยวบิณฑบาต ๑ นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ๑ อยู่โคนไม้ ๑ ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ๑ นี่เป็นกิจที่บรรดาพระสงฆ์จะต้องปฏิบัติเป็นประจำ ส่วนกิจที่ไม่ควรทำ ท่านเรียกว่า อกรณียกิจ มี ๔ อย่างคือ เสพเมถุน ๑ ลักของเขา ๑ ฆ่าสัตว์ ๑ พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ๑ สี่อย่างนี้บรรพชิตทำไม่ได้ ต่อไปก็เป็นสิกขาของภิกษุ มี ๓ อย่าง คำว่า สิกขา แปลว่า ต้องศึกษา คือต้องปฏิบัติได้ พอเริ่มบวชเข้ามาแล้ว ต้องปฏิบัติได้ทันที
๑. ศีล ได้แก่ ศีลที่มาในพระปาติโมกข์ (วินัยที่มาในพระปาติโมกข์) และอภิสมาจารต้องครบถ้วน นักบวชที่ดีเขาบวชกันอย่างนี้ ๒. สมาธิ ต้องมีสมาธิทรงตัวในด้านของอารมณ์ดี กำจัดนิวรณ์ ๕ ๓. ปัญญา พิจารณาขันธ์ ๕ เพื่อตัดกิเลส คือตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการ รวมความว่าของทั้งสามประการนี้ พระทุกองค์มีอยู่แล้ว เวลาจะบวช พระพุทธเจ้าทรงบังคับว่า ต้องมีอยู่ แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยเหมือนกัน ท่านอาคันตุกะที่มาที่วัดส่วนมากก็ดี แต่ก็มีบางส่วนท่านมีสภาพไม่เป็นพระเอาเสียเลย ก็สงสัยว่า ครูบาอุปัชฌาย์อาจารย์เขาสอนกันอย่างไร เวลาที่จะบวชเขาต้องศึกษาในด้าน ศีล สมาธิ ปัญญา เริ่มต้นต้องปฏิบัติตั้งแต่วันแรกที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ถ้าที่ไหนไม่มีอย่างนี้ ที่นั่นไม่มีพระ ท่านอธิบายว่า การสำรวมกาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย ชื่อว่า ศีล การรักษาใจมั่น ชื่อว่า สมาธิ ความรอบรู้ในกองสังขาร ชื่อว่า ปัญญา ท่านบอกว่า โทษที่เกิดเพราะความละเมิดข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม เรียกว่า อาบัติ อาบัติทุกสิกขาบทได้โปรดทราบ ถ้าละเมิดก็ถือว่าศีลท่านขาด เมื่อศีลท่านขาดท่านจะไปไหน ท่านก็ไปนรก ผมพูดอย่างนี้รู้สึกว่า พระต่างวัดเกลียดผมมาก ที่ผมบอกว่าการละเมิดอาบัติ คือศีลขาดแล้วก็ไปนรก เขาคงจะสอนกันว่า การละเมิดอาบัติคือศีลขาดไปสวรรค์ พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกอย่างนั้น ขอพวกท่านจงอย่าสนใจในเรื่องนินทา แสดงว่าผู้ที่พูดอย่างนั้น ที่โกรธผม ท่านไม่ได้บวชมาเป็นพระหรอก ลองไม่เคารพในวินัยแล้ว ก็จะมีอะไรเป็นพระ ญาติโยมพุทธบริษัทก็ไม่ควรจะใส่บาตรให้กิน และก็ไม่ควรจะยกมือไหว้ทำความเคารพเปรต สำหรับอาบัตินั้น ท่านกล่าวโดยชื่อมี ๗ อย่างคือ ปาราชิก ๑ สังฆาทิเสส ๑ ถุลลัจจัย ๑ ปาจิตตีย์ ๑ ปาฏิเทสนียะ ๑ ทุกกฎ ๑ ทุพภาสิต ๑ ปาราชิกนั้นภิกษุต้องเข้าแล้ว ต้องขาดจากความเป็นภิกษุ สังฆาทิเสสนั้นต้องเข้าแล้ว ก็ต้องอยู่กรรมจึงจะพ้นได้ อาบัติอีก ๕ อย่างนั้น ต้องเข้าแล้วก็ต้องแสดงต่อหน้าสงฆ์ หรือคณะ หรือภิกษุรูปใด รูปหนึ่ง จึงจะพ้นได้ สำหรับการแสดงอาบัตินี้ จงอย่ามีเลย ถ้าเรามีอาบัติเพื่อแสดง แสดงว่าศีลของเรามันขาดอยู่ทุกวัน การแสดงอาบัติตามระเบียบปฏิบัติที่เขาทำกัน ก็ไม่ถูกไม่ต้อง ทั้งนี้เพราะว่ากันไม่รู้เรื่อง การแสดงอาบัตินี้เขาต้องบอกชื่ออาบัติ บอกอาการที่ทำ และก็ปฏิญาณตนว่า ผมจะไม่ทำอย่างนี้อีก ผมจะไม่พูดอย่างนี้อีก ผมจะไม่คิดอย่างนี้อีก นี่มันเป็นอย่างนี้นะ เป็นอันว่าที่ทำกัน ทำกันไม่ถูก สักแต่ว่าทำ แล้วศีลพระพวกนั้นไม่มีหรอก มันจะมีอะไรเมื่อไม่เคารพในวินัย อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติมี ๖ อย่าง คือ
๑. ต้องด้วยไม่ละอาย คือ ใจด้าน จำให้ดีนะ โกนหัวห่มผ้าเหลือง ยังสร้างความชั่ว เรียกว่า คนไม่ละอาย
ต้องจำให้ดีนะครับ จะบอกว่า พลั้งไปเผลอไป ลืมไป หรือไม่รู้ ไม่มีทาง อาบัติปรับทุกสิกขาบท เพราะ พระ แปลว่า ผู้ประเสริฐ ถ้าท่านเลว ท่านจะมาห่มผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ทำไม๒. ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอาบัติ นี่บวชเข้ามาแล้วไม่ศึกษา ความเป็นพระมันก็ไม่มี บางท่านบวชเข้ามาแล้ว มันขาดตั้งแต่วันแรก ไม่มีความเป็นพระ เพราะไปหยิบของเขาเข้า ราคาตั้งแต่ ๑ บาทขึ้นไป ก็พ้นจากการเป็นพระแล้ว บวชใหม่ก็ไม่เป็นพระ ๓. ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำ นี่ไม่ศึกษาให้ดี ๔. ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในสิ่งที่ควร ๕. ต้องด้วยสำคัญว่าควรในสิ่งที่ไม่ควร ๖. ต้องด้วยลืมสติ ข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทรงยกขึ้นเป็นสิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์ ๑ ไม่ได้มาในพระปาติโมกข์ ๑ สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์ คือ
ปาราชิก ๔
รวมเป็น ๒๒๐ นับทั้ง อธิกรณสมถะ เข้าด้วย เป็น ๒๒๗ "
สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยวัตร ๗๕ |
หน้าก่อนนี้ |
หน้าถัดไป![]() |